หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

คุณสมบัติ ระบบเตือนการบุกรุก ยี่ห้อ BOSCH


1. บริษัท โรเบิร์ต บ็อช (ประเทศไทย) จำกัด เป็นคนนำสินค้าเข้ามาทำตลาดเอง และเป็นเพียงบริษัทเดียวในประเทศไทยที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ทำตลาดเอง ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการบริการ และการรับประกันสินค้าในระยะยาว จากบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ ถ้ากรณีตัวแทนจำหน่ายไม่สามารถดูแลต่อด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม
2. ตราสินค้า(Brand)ของผลิตภัณฑ์เป็นที่เชื่อถือและรู้จัก คือ BOSCH รวมถึงความมีมาตรฐานของสินค้าและความมั่นคงของบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีทั่วโลกนั่นเอง
3. กรณีที่ลูกค้าต้องการสินค้าที่เกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย (Security System) ในระบบอื่น ๆ ก็ยังคงเป็นตราสินค้า(Brand)เดียวกัน เพราะนโยบายของบริษัท โรเบิร์ต บ็อช คือ ONE STOP SHOP ทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อเป็นการรองรับความต้องการของลูกค้า และเพื่อความมั่นใจในสินค้าทุกระบบเช่นกัน
4. การรับประกันด้านระบบเตือนการบุกรุก บ็อช (Intrusion System)
4.1 ตัวแทนจำหน่ายต้องรับประกัน ด้านระบบการติดตั้งแก่ลูกค้า 1 ปี
4.2 บริษัท โรเบิร์ต บ็อช (ประเทศไทย) รับประกันสินค้าทุกชิ้นส่วน 2 ปีไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ต้องมีสินค้าเปลี่ยนให้ลูกค้าทันที (SWOP) แล้วค่อยตรวจเช็คภายหลังเพื่อความสบายใจของลูกค้าในการใช้งานได้ปกติทันท่วงที
5. มีศูนย์บริการ Hotline 0-2612-2442 (Bosch Intrusion System) เพื่อให้บริการด้านข้อมูลสินค้า การบริการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ใช้สินค้าแล้ว หรือสนใจติดตั้งระบบ บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุดโดยเจ้าหน้าที่ทำงานตามปกติไม่มีวันหยุดเช่นกัน
6. สินค้าระบบเตือนการบุกรุกของบ็อช ครบความต้องการของลูกค้าทุกประเภทไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตามอยู่ที่การออกแบบวางระบบลงไป
7. มาตรฐานด้านการติดตั้งโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ นโยบายการจัดอบรมสินค้าและการออกแบบติดตั้งจะผ่านจากบริษัทเจ้าของสินค้าโดยตรง
8. อุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหวภายใน มีเทคโนโลยีระบบ Tritech ที่ลดความผิดพลาดในการตรวจจับได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นลิขสิทธ์ของบริษัท โรเบิร์ต บ็อช เท่านั้น
9. มีศูนย์รับแจ้งเหตุ B.E.S.T. CENTER เพื่อเพิ่มความมั่นใจในด้านการประสานงาน แก่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานีตำรวจ, หน่วยดับเพลิง, หรือโรงพยาบาล โดยคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มจากลูกค้าเป็น รายปี

สิ่งที่ควรคำนึงก่อนติดตั้งระบบและใช้งานระบบเตือนการบุกรุก
1. มาตรฐานของสินค้าที่ดี
2. มาตรฐานการติดตั้งจากตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง
3. การใช้งานของลูกค้าที่เข้าใจระบบ

Fire Alarm Systems ระบบสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Bosch

      จากสุภาษิตโบราณที่ว่า ขโมยขึ้น 10 ครั้งก็ไม่เท่ากับไฟไหม้ครั้งเดียว ยังคงมีความจริงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยมีตึกสูงจำนวนมากที่ยังขาดระบบสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire Alarm, Fire alarm systems อาจเป็นเพราะหลายคนมองว่า ยังไม่มีความจำเป็น ต้องติดตั้งระบบ Fire Alarm, Fire alarm Systems หรือติดตั้งเฉพาะอุปกรณ์เตือนภัยเล็กน้อย เช่น Manual Switch และ กระดิ่ง Bell เพื่อส่งเสียงเตือนภัยเมื่อมีคนมากด หรือดึง Manual Switch ก็พอแล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง
       ท่านลองคิดดูซิว่า หากอาคารสูงของท่านเกิดอัคคีภัย การสูญเสียอย่างมหาศาล จะต้องเกิดขึ้นอบ่างแน่นอน อย่างแรก อาคารสูงของท่าน ที่มีมูลค่าหลักสิบล้าน ร้อยล้าน หรือ พันล้านบาท ขึ้นอยู่กับความสูง ความหรูหราของการตกแต่งภายใน ต้องมาวอดวายกับอัคคีภัย และสิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากอาคารสูงของท่านแล้ว คนที่อยูในอาคารสูงเหล่านั้น จะต้องมีคนตาย พิการ มากน้อยแค่ไหน ใครจะรับผิดชอบกับชีวิตของคนเหล่านี้ ท่านอาจจะต้องเสียใจในที่สุดในชีวิตก็ได้
       ติดตั้งระบบสัญญานแจ้งเหตูเพลิงไหม้ Fire Alarm, Fire alarm Systems เถอะครับ ติดตั้งระบบให้สมบูรณ์ แบบตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของท่าน 
      ระบบสัญญานแจ้งเหตูเพลิงไหม้ Fire Alarm , Firealarm Systems ที่สมบรูณ์แบบอย่างน้อยต้องมีอุปกรณ์ เหล่านี้
       1. อุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke detector) ซึ่งจะติดตั้งอยู่ทั่วไปภายในอาคาร เช่นทางเดิน, ห้องนอน, หรือทุกพื้นที่ที่มีการใช้สอยอยู่ อุปกรณ์ตรวจจับควัน ที่อาจเกิดขึ้นจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วส่งสัญญานไปให้ระบบ Fire Alarm, Fire Alarm Systems ทราบแล้วสั่งให้กระดิ่งแจ้งเตือนภัยดังทั่วอาคาร หรือตามที่ระบบกำหนด
        2. อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector) ซึ่งติดตั้งอยู่ในพื้นที่พิเศษ เช่นห้องครัว ห้องทำอาหารเป็นต้น อุปกรณ์จะตรวจเช็คความร้อนในพื้นที่ที่ควบคุม หากมีอุณภูมิความร้อนสูงถึงจุดที่ไม่ปลอดภัย ก็จะส่งสัญญานไปให้ระบบ Fire Alarm, Fire Alarm Systems สั่งให้กระดิ่งเตือนภัยสั่งให้กระดิ่งดังทั่วอาคาร หรือตามที่ระบบกำหนด
        3. อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือกด หรือ ทั้งดึงทั้งกด (Manual Push-Pull Station) ปกติจะติดตั้งบริเวณ ทางเข้า-ออกของอาคาร ติดตั้งใช้เพื่อให้บุคคลผู้พบเห็นเหตุเพลิงไหม้ แจ้งให้ระบบ Fire Alarm, Fire Alarm Systems สั่งการให้กระดิ่งไฟฟ้า แจ้งเตือนภัยเสียงดังทั้งอาคารหรือตามที่ระบบกำหนด
        4. กระดิ่งไฟฟ้า (Bell) โดยปกติติดตั้งอยู่ใกล้ๆกับอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วยมือ และติดตั้งบริเวณทางเข้า-ออก และต้องส่งเสียงดังทั่วอาคารอย่างชัดเจน
        5. แผงแสดงโซนที่เกิดเพลิงไหม้ (Annunciator) จะติดตั้งภายในห้องรักษาความปลอดภัยโดยแสดงเป็น แผงหลอดไฟแสดงเป็นหมายเลขโซนที่เกิดอัคคีภัย หรือออกแบบเป็นแผนฝังของอาคารในแต่ละชั้น แล้วติดตั้งหลอดไฟ เพื่อแสดงพื้นที่ ที่เกิดเพลิงไหม้ (Ghaphiic Annuciator)  
        ระบบสัญญานแจ้งเหตูเพลิงไหม้ Fire Alarm , Fire alarm Systems ของ Bosch ไม่แพงอย่างที่คิดครับ หากเทียบกับมูลค่ามหาศาลของทรัพย์สิน และคนมี่อยู่ในอาคารนี้ 
        ขอแนะนำระบบแจ้งเหตูเพลิงไหม้ Fire Alarm Systems Bosch ไว้คอยดูแล หรือแจ้งเตือนอัคคีภัย ให้กับท่าน โดยระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire alarm Systems แบ่งตามรุ่น หรือขนาดของการใช้งานดังต่อไปนี้
        1. ระบบสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire alarm System Bosch รุ่น Bosch FP102PA, FP104PA, FP106PA ที่เป็นระบบสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire alarm Systems ขนาดเล็กที่สุดของ Bosch โดยเป็นชนิดธรรมดา (Conventional) ไม่สามารถระบุตำแหน่ง (Addressable) ของอุปกรณ์ที่ตรวจสอบได้ มีขนาดการใช้งานได้ 2 โซน, 4 โซน, 6 โซน สามรถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยคลิกที่รูป ของแต่ละรุ่น
         2. ระบบสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire Alarm Bosch รุ่น D7024 เป็นระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire Alarm Systems รุ่นกลางของ Bosch ซึ่งสามารถติดตั้งอุปกรณ์ ตรวจสอบได้ทั้งชนิดธรรมดา (Conventional) และอุปกรณ์ตรวจสอบที่สามารถระบุ ตำแหน่งได้ (Addressible) มีขนาดเริ่มต้นที่ 4 ถึง 128 โซน สามรถดูรายละเอียดดดยคลิกที่รูป
         3. ระบบสัญญานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire Alarm Bosch รุ่น FPA-5000 เป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับอาคารสูงโดยสามารถใช้งานได้ 32 Loop 1,024 โซน และกำหนดพื้นที่ ที่มีการแจ้งเหตุได้ถึง 4,064 พื้นที่ ความยาวในแต่ละ Loop เดินสายได้ไกลถึง 3 กม. พร้อมใช้คอมพิวเตอร์ PC แสดง Graphic Annuciator อย่างสมบรณ์แบบ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากด้านล่าง
ที่มาhttp://www.tsr.co.th

75 เคล็ดลับ โปรโมท Blog ให้ดัง


1. ถ้าคุณเพิ่งทำเวบใหม่สดๆเลย ก็เขียนบทความอะไรซักหน่อย แล้วไปส่งที่ Digg, Reddit, และ Now Public
2. สร้าง Yahoo Group เกี่ยวกับเรื่องของเวบเรา
3. สมัคร MySpace แล้วใช้มันช่วยโปรโมท
4. บุ๊คมาร์คเวบเราที่ Del.icio.us และถ้าคุณมีกึ๋นซักหน่อยนะ ก็ใส่ปุ่ม Del.icio.us ไว้ในเวบของคุณด้วย
5. สมัคร Technorati แล้วก็ "claim" Blog ของคุณซะ (อย่าลืมใส่ปุ่ม ไว้ที่เวบ)
6. submit เวบของคุณที่ directories ที่เป็น seach engine friendly แบบฟรีๆ ก็มีเยอะแยะ เช่น Info Vilesilencer
7. ทำแบบสำรวจ นี่เป็นวิธีที่ดีที่จะโปรโมทแบบ offline (มีใครเคยทำมั้ยง่ะ - -a)
8. ไปลงโฆษณาฟรีสำหรับบริษัทของคุณที่ Gumtree
9. ใช้ RSS feeds
10. submit RSS feeds ของเราตาม FeedBurner, Squidoo, Feedboy, Jordomedia, FeedBomb, FeedCat, rssmad, feedirectory, และ Feedboy
11. เขียนบทความที่เกี่ยวกับเวบของคุณ แล้วส่งไปตาม article sites
12. สมัคร StumbleUpon แล้วเรียกเพื่อนๆมาช่วย Stumble
13. สร้างหน้า 404 ของตัวเองไว้ เผื่อว่าคนเข้ามาเจอ error ก็จะ redirect ไปที่อื่นๆที่ดีๆ
14. สร้าง 301 redirect เพื่อจะ redicrect traffic ของคุณจาก non-www มาที่ www ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่
15. ใส่ลิ้งของเวบคุณไว้ใน signature ของเวบบอร์ดที่คุณเป็นสมาชิก
16. บอกเพื่อนๆเกี่ยวกับเวบของคุณ (มันเป็นหารโฆษณาฟรีๆน่ะ)
17. ตรวจคำผิดในเวบของคุณด้วย!
18. เช็คเวบของคุณ browser หลายๆอัน
19. ซื้อโฮสต์ที่ดีพอ ไม่มีใครชอบเวบที่เป็นเต่าคลาน
20. ไม่ต้องกังวลกับ PageRank ไปหาทางโปรโมทดีกว่านะ เดี๋ยว PageRank มันก็ดีตามเอง
21. แจกของฟรี !! คนส่วนมากจะบอกต่อ เมื่อมีของฟรี
22. บอกเพื่อนบ้านของคุณ (- -a)
23. บอกวิธีที่จะติดต่อคุณให้มากที่สุด msn email yahoo skype เบอร์โทร ที่อยู่
24. ลงโฆษณากับ Craigslist มันฟรี และก็ดีใช้ได้
25. อย่าใช้ Frames
26. Submit เวบที่ DMOZ.org มันอาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อย แต่ก็คุ้ม
27. สร้าง Site Map ให้กับเวบของคุณ แล้วส่งให้ Google
28. ทำเสื้อขึ้นสกรีน URL เวบคุณลงไป แล้วก้ใส่มันบ่อยๆด้วย (อืม..คิดได้เนอะ - -")
29. เอาไปให้สาวสวยหุ่นเร้าใจใส่ด้วยซักตัว *-*
30. สมัคร Affiliate program เพื่อขายสินค้าของคุณ หรือว่าถ้าคุณเป็น Publisher ก็โกยเงินกัน!!
31. ในหน้า contact ถามด้วยว่า คุณสนใจจะรับ Newsletter มั้ย
32. ส่ง Newsletter !!
33. เข้าร่วมสัมมนาคนทำเวบ คุณอาจจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆก็ได้
34. หา Blog ดีๆ ดังๆ แล้วก็ไปตอบคอมเม้นไว้ (ใส่ลิ้งเวบคุณด้วยล่ะ)
35. อย่าจ้างคนให้ submit search engines ให้ เสียตังค์เปล่าๆ เพราะอันที่ดังๆมีแค่ Google 50% Yahoo 25% และ MSN 10%
36. ส่งคลิบเข้าพร้อมกับชื่อเวบคุณในคลิบ ที่ YouTube กับ Google Video
37. แจกฟรี e-book แล้วเวบคุณจะเป็นที่ฮือฮา
38. แจก Wordpress Theme, Blogger Theme, หรือ phpLD themes
39. ถ้าคุณขายของที่มีโฆษณาในทีวี เขียนในเวบคุณด้วยว่า "แบบที่เห็นในทีวี"
40. หลีกเลี่ยงเทคโนโลยีที่ไฮโซเกิน เช่น Java หรือ Active x
41. แจกของให้โหลดได้ ระวังลิขสิทธิ์ด้วย
42. เรียนรู้ CSS
43. ตอบคอมเม้น ยิ่งถ้าเป็น Blog ตอบบ่อยๆ
44. ขอให้เวบอื่น หรือ Blogger คนอื่นๆ ช่วย review เวบคุณ หรือว่า สินค้าก็ได้ (แลกกัน review ก็ดี)
45. ใช้ชื่อ page ที่มีความหมาย ไม่ใช่ domain.com/A10A4FD4F64
46. ถ้าคุณจำเป็นจะต้องมี Flash ที่หน้าแรก อย่าลืมใส่ปุ่ม skip ด้วย
47. บอกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หรือ วารสารประจำโรงเรียนเกี่ยวกับเวบของคุณ บางทีถ้าเค้าไม่มีเรื่องจะเขียน หน้าของคุณอาจจะไปโผล่ในนั้นก็ได้
48. จงดังในหมู่คนที่เขียนเรื่องเดียวกัน
49. บริจาคเพื่อการกุศล แล้วส่วนมากเค้าจะใส่ลิ้งแบคให้คุณ
50. ปฏิบัติตามกฏของ W3C standards มันจะช่วยให้คุณอยู่รอดได้ในระยะยาว
51. ทีมกีฬาในโรงเรียน หรือในชุมชน ให้โอกาสคุณเป็น sponsors ในราคาถูกและดี
52. โปรโมทเวบตามบอร์ดต่างๆ แต่อย่าสแปม
53. ขอให้ Blogger เขียนเกี่ยวกับเวบของคุณ โดยแลกกับลิ้งแบค
54. จัดการประกวดแข่งขันขึ้นมาในเวบ
55. ใส่ปุ่ม "ส่งต่อให้เพื่อน"
56. มี site map ในเวบของคุณ เพื่อช่วยผู้เข้าชม และsearch engine
57. ตั้งชื่อที่มีคีย์เวิร์ดตรงๆ ทั้งผู้อ่านและ search engine ชอบ
58. ใส่ปุ่ม FeedBurner ในเวบด้วย คนอ่านจะได้สมัครได้ง่ายๆ
59. Adwords เป็นทางเลือกที่ดี ถ้าคุณใช้มันเป็น
60. ใส่ About Me ใน Blog ผู้อ่านจะรู้สึกว่ามี'คน'ที่กำลังสื่อสารกับเค้า
61. สร้างหน้าเวบ แบนเนอ และโลโก้ไว้บนเวบ เพื่อว่าใครจะเอาไปตีพิมพ์ หรือเอาไปแปะในเวบ
62. ใส่ลิ้งมาที่เวบคุณจาก ebay profile
63. ขอให้เพื่อนของคุณช่วยวิจารณ์เวบแบบตรงๆ
64. E-books ที่มี reseller rights เป็นของแจกที่ดีอย่างนึงสำหรับเวบคุณ
65. submit รูปที่ Flikr
66. แชร์ banner ที่ เวบแลกเปลี่ยน banner
67. ตอบอีเมลล์ของลูกค้าให้เร็ว ไม่มีใครชอบรอ 3-4 วันกว่าจะได้รับคำตอบ
68. Keep It Simple Stupid (KISS) ใช้ CSS ในการวาง layout และ html text อย่าลวดลายมาก
69. อย่าใส่รูปเยอะมากจนเกินไป จะทำให้โหลดช้า
70. ถ้าคุณคิดว่าจะ submit เยอะมากๆ สร้างเมลล์อันใหม่มาเพื่อการนี้ แล้วทิ้งมันไปซะเพื่อลดการ สแปม
71. ใส่ Favicon ให้เวบคุณ จะได้โดดเด่นเวลา Bookmark
72. เข้า Yahoo answer แล้วตอบคำถาม พร้อมกับใส่เวบของคุณเปน source
73. อย่าซื้อ traffic มันจะมาแค่วูบเดียว แล้วจากไป
74. ทำความรู้จักกับคนที่อยู่ในวงการเดียวกัน เข้า community เป็นต้น
75. เขียนบทความที่จะมีคนอยากลิ้งถึงมากๆ เช่น บทความนี้ไง แลบลิ้น

ที่มา : มาร์เก็ตติ้งไบท์ดอทคอม

Bosch Video Management System คืออะไร

Bosch Video Management System
เป็นระบบที่รวมข้อมูลภาพและเสียงดิจิตอลข้ามเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ


ระบบดังกล่าวประกอบด้วยโมดูลซอฟต์แวร์ดังต่อไปนี:้
- Central Server
- NVR (Network Video Recorder)
- Operator Client (DiBos DVR /การบันทึก VRM / การบันทึก iSCSI / VIDOS NVR / การบันทึกแบบโลคัล)
- Configuration Client 
เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้ คุณจะต้องดำเนินการต่างๆ ดังต่อไปนี้:
- ติดตั้ง การบริการ (Central Server และ VRM)
- ติดตั้ง Operator Client และ Configuration Client
- เชื่อมต่อกับเครือข่าย
- เชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครือข่าย
- การกำหนดค่าพืน้ ฐาน:
  • เพิ่มอุปกรณ์ (เช่น ด้วยการสแกนอุปกรณ์)
  • สร้างโครงสร้างลอจิก
  • กำหนดค่าตารางเวลา กล้อง เหตุการณ์ และ การเตือนภัย
  • กำหนดค่า กลุ่มผู้ใช้
- การทำงานขั้นพื้นฐานBosch VMS Archive Player แสดงการบันทึกที่ถูกเอ็กซ์ปอร์ต


ภาพรวมระบบ
หากคุณมีแผนที่จะติดตัง้ และกำหนดค่า Bosch Video Management Systemให้เข้าร่วมในการฝึกอบรมระบบเกี่ยวกับ Bosch Video Management Systemโปรดดูหมายเหตุการจัดทำเอกสารของ Bosch Video Management System เวอร์ชันปัจจุบันเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับเวอร์ชันของเฟิร์มแวร์และฮาร์ดแวร์ที่รองรับ และข้อมูลสำคัญอื่นๆโปรดดูเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับ เวิร์คสเตชั่นและเซิร์ฟเวอร์ของ Bosch เพื่อตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ Bosch Videomanagement System สามารถติดตัง้ ได้โมดูลซอฟต์แวร์เหล่านีทั้ง้ หมดสามารถเลือกติดตัง้ ภายใน PC เครื่องเดียวกันได้


หน้าที่ต่างๆ ของโมดูลซอฟต์แวร์
- Central Server: การจัดการสตรีม, การจัดการการเตือนภัย, การจัดการลำดับความสำคัญ,สมุดบันทึกส่วนกลาง, การจัดการผู้ใช้
- VRM: กระจายความจุในการจัดเก็บภายในอุปกรณ์ iSCSI ไปยังเครื่องเข้ารหัส ในขณะจัดการกับ loadbalancing ระหว่างอุปกรณ์ iSCSI หลายๆตัวพร้อมกันเล่นข้อมูลวิดีโอและเสียงในรูปแบบสตรีมจาก iSCSI ไปยัง Operator Client
- Configuration Client: การกำหนดค่าและดูแลระบบสำหรับ Operator Client
- Operator Client: การตรวจจับแบบสด การเล่นภาพและการเรียกดูวิดีโอที่บันทึกไว้ และการเตือนภัย


ระบบเชื่อมต่อเครือข่าย
คุณสามารถเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ดังต่อไปเข้ากับระบบ Bosch Video Management System:
- กล้อง IP และเครื่องเข้ารหัสต่างๆเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- เครื่องเข้ารหัสการจัดเก็บแบบสดเท่านัน้ ที่มีการจัดเก็บแบบโลคัลเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- อุปกรณ์การจัดเก็บ iSCSIเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- คอมพิวเตอร์ VIDOS NVRเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- กล้องอะนาล็อกเชื่อมต่อกับเครื่องเข้ารหัส, ระบบ DiBos
- เครื่องถอดรหัสเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- จอมอนิเตอร์แบบอะนาล็อกเชื่อมต่อกับเครื่องถอดรหัส, Bosch Allegiant Matrix, เชื่อมต่อกับไคลเอนต์เวิร์คสเตชั่นของ Bosch VideoManagement System
- ระบบ DiBos (สำหรับเวอร์ชันที่รองรับ โปรดดูเอกสารข◌อมู้ลของ Bosch Video Management System )
เชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- Bosch Allegiant Matrix (เฟิร์มแวร์เวอร์ชัน: 8.75 หรือสูงกว่า, MCS เวอร์ชัน: 2.80 หรือสูงกว่า)
เชื่อมต่อกับพอร์ต COM ของ Central Server หรือกับรีโมตคอมพว◌ิเตอร์และกับเครื่องเข้ารหัส IP บนเครือข่าย
- แป้นพิมพ์ CCTVเชื่อมต่อกับพอร์ต COM ของเวิร์คสเตชั่น Bosch Video Management System (เวอร์ชันเฟิร์มแวร์: 1.82หรือสูงกว่า) หรือเครื่องถอดรหัสฮาร์ดแวร์ (VIP XD)หากคุณเชื่อมต่อแป้ นพิมพ์เข้ากับเวิร์คสเตชั่น ผู้ใช้จะสามารถควบคุมระบบทัง้ หมดได้ด้วยแป้ นพิมพ์หากคุณเชื่อมต่อแป้ นพิมพ์เข้ากับเครื่องถอดรหส◌ั VIP XDผู้ใช้จะสามารถควบคุมได้เฉพาะจอมอนิเตอร์แบบอะนาล็อกด้วยแป้ นพิมพ์
ระบบรองรับเฉพาะ Bosch IntuiKey Digital Keyboard
- อุปกรณ์ SMSเชื่อมต่อกับพอร์ต COM ของ Central Server
- อีเมล์เซิร์ฟเวอร์ SMTPเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- POSเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- ATMเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- อุปกรณ์ตรวจสอบเครือข่ายเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่าย
- โมดูล I/Oเชื่อมต่อผ่านทางเครือข่ายรองรับเฉพาะอุปกรณ์ ADAM

อุปกรณ์ทั้ง หมดที่เชื่อมต่อผ่านทางเครือข่ายจะถูกเชื่อมต่อด้วยสวิตช์ คอมพิวเตอร์ของ Bosch Video ManagementSystem จะถูกเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เช่นกัน


การติดตั้งฮาร์ดแวร์
ภาพด้านล่างแสดงตัวอย่างของเครือข่าย Bosch Video Management System ขนาดเล็กพร้อมด้วยการจัดเก็บ NVR / DVR:

เทคนิคการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ Desktop

เทคนิคการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ Desktop
คอมพิวเตอร์ Desktop หรือคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญกับชีวิตการทำงานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมจนถึงชีวิตการทำงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการใช้ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์และความรู้ในการใช้งาน ทำให้การที่เราต้องรู้จักหน้าที่ของส่วนประกอบภายในจนถึงวิธีการทำงานของคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะดึง ศักยภาพ มาใช้ให้ได้คุ้มค่าเงินจำนวนมากที่ต้องเสียไปกับอุปกรณ์ชนิดนี้ ดังนั้นเราจะมาทำความรู้จักส่วนประกอบคอมพิวเตอร์

ภายใน

ซีพียู (CPU) Central Processor Unit: หน่วยประมวลผลกลาง เป็นศูนย์กลางการประมวลผลจากการทำงานของอุปกรณ์ทุกชนิดจากการควบคุมด้วยอุปกรณ์อินพุต เช่น เมาส์, คีย์บอร์ด เป็นต้น  มีส่วนสำคัญคือความเร็ว มีหน่วยเป็น GHz,ขาโปรเซสเซอร์หรือช็อกเก็ต(Socket), จำนวนโปรเซสเซอร์หรือคอร์ (Core), ตัวควบคุมเพื่อจัดการการประมวลผลหรือเทรด (Thread), จำนวนเส้นทางการส่งรับข้อมูล หรือบัส(Bus)
เมนบอร์ด (Motherboard) : แผงวงจรหลัก คืออุปกรณ์ที่รองรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เช่น ซีพียู แรม การ์ดจอ การ์ดเน็ตเวิร์ค สายต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสต์ ซีดีรอม USB และเพาเวอร์ซัพพลาย เพื่อทำการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ ทำงาน โดยการตั้งค่าต่างๆ เรียกกว่า ไบออส(BIOS) สามารถปรับค่าต่างๆ เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์เร็วขึ้นได้เรียกว่าการ โอเวอร์คล็อก (Overclock)
แรม (RAM) Random Access Memory : หน่วยความจำหลัก เป็นหน่วยความจำที่สามารถอ่านและเขียนโดยข้อมูลจากสื่อต่างๆ จะถูกนำมารอที่แรมก่อนที่ CPU นำไปประมวลผล การทำงานเหมือนเทปบันทึกหรือดิสก์ที่เขียนได้ลบได ้และปริมาณการใช้งานขึ้นอยู่กับความจุมีหน่วยเป็นกิกะไบต์ (GB) และสายการรับส่งข้อมูลคือบัส(Bus)ของแรมถ้ามีระบบทำงานแบบ Dual หรือทำงานเป็นคู่จะทำให้หน่วยความจำสามารถรับและส่งข้อมูลได้ไวกว่าตัวเดียว แต่แรมจะเก็บความจำด้วยไฟฟ้าเมื่อคอมพิวเตอร์ทำงานแต่ถ้าปิดคอมพิวเตอร์ระบบจะทำการเคลียร์ข้อมูลโดย การเริ่มระบบใหม่ก็จะถูกเขียนลงใหม่
การ์ดจอ (VGA) Video Graphic Array : หน่วยประมวลและแสดงผลภาพ ทำหน้าที่รับข้อมูลมาประมวลผลแสดงออกทางหน้าจอ Monitor เป็นการ์ดที่ติดตั้งลงบน Slot ของเมนบอร์ดซึ่งปัจจุบันใช้อยู่ 2 แบบคือ PCI-E, AGP ประมวลผลภาพด้วย GPU หรือกราฟิกโปรเซสเซอร์ยูนิต มีการเก็บข้อมูลเหมือนแรมดังนั้นจึงต้องพิจารณาความจุของแรมบนการ์ดซึ่งปัจจุบันจะใช้แรมหลายประเภท มี Bit rate เป็นตัวขยายความกว้างของ Bus ทำให้รับส่งปริมาณงานได้มากขึ้น
ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) : หน่วยเก็บข้อมูล เป็นดิสก์เก็บข้อมูลด้วยจานแผ่นแม่เหล็กแรงสูงสามารถหมุนด้วยความเร็วสูงประมาณ 7200 รอบต่อนาที ซึ่งบรรจุในกล่องเหล็กและเชื่อมต่อกับเมนบอร์ดด้วยสายสัญญาณซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบคือ สายอนุกรม (SATA) Serial ATA รับส่งข้อมูลได้ถึง 300 Mb/s, สายขนาน(IDE) Ultra ATA รับส่งข้อมูลได้ถึง 133 Mb/s และฮาร์ดดิสก์ยังมี Buffer หรือหน่วยความจำในการพักข้อมูลก่อนการเขียนโดยการเรียงลำดับความสำคัญของโปรเซสนั้นๆ
เครื่องอ่าน/เขียนแผ่น (CD/DVD-ROM) : เครื่องอ่าน/เขียนแผ่นดิสก์ข้อมูล เป็นกล่องบรรจุหัวอ่านแบบเลเซอร์ทำหน้าที่อ่านแทรกบนแผ่นดิสก์ที่ถูกเขียนด้วยแสง ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้เหมือนกับฮาร์ดดิสก์แต่ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแผ่นเช่น บันทึกได้ครั้งเดียว, บันทึกต่อเนื่องจนเต็มพื้นที่, บันทึกและลบเขียนใหม่ได้ เป็นต้น
เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply) : ชุดจ่ายกำลังไฟฟ้า เป็นหม้อแปลงไฟฟ้ากระสลับ (AC) ไปเป็นกระแสตรง (DC) เป็นการทำ Switching ของชุดจ่ายกำลังไฟฟ้า ปัจจุบันจะดูกันที่วัตต์แท้ - วัตต์เทียมซึ่งราคาต่างกันมากข้อแตกต่างระหว่างกันคือแรงดันไฟฟ้า(A) ซึ่งจะนำมาเพื่อคำนวณวัตต์ที่ใช้กันได้จริงๆ

ภายนอก

เคส (Case) : ตัวโครงเหล็กไว้สำหรับติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ภายใน มีหลากหลายแบบและขนาดซึ่งเราจะเรียกว่า เคสเป็น 3 แบบ คือแบบ ATX, แบบ UATX และแบบ MicroATX ซึ่งการเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ก็ต้องเลือกขนาดของเคสให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ด้วย เพราะจะมีผลกับเรื่องของความร้อนในการระบาย อากาศ
จอภาพ (Monitor) : จอแสดงผลจากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์เพื่อไปแสดงภาพบนหน้าจอภาพ ซึ่งการแสดงผลภาพจะดูชัดเจนดีขึ้นอยู่กับความละเอียดของคุณสมบัติจอภาพที่ทำได้จึงต้องดูที่ความไวในการตอบสนองภาพ (Respond Time) ความคมชัดลึก Contrast Ratio เช่น 50000:1 คือแสงสว่างสีขาวสุด : ดำสุด ความละเอียดของภาพ(Resolution) เช่น 1920x1080 เป็นต้น

เมาส์ (Mouse) : อุปกรณ์ควบคุมจุดต่างๆ แสดงการเคลื่อนไหวบนหน้าจอเป็นลูกศรเพื่อรันคำสั่งได้ง่าย ซึ่งเมาส์มี 3 แบบในปัจจุบัน คือ 1. แบบลูกกลิ้ง(Scroll wheel) 2. แบบแสง(Optical) 3. แบบเลเซอร์(Laser) ความละเอียดในการเคลื่อนที่ของเมาส์มีหน่วย dpi ยิ่งถ้าค่ามากเท่าไรความละเอียดในการเคลื่อนที่ก็จะสูงขึ้น

คีย์บอร์ด (Keyboard) : ปุ่มป้อนคำสั่งด้วยตัวอักขระต่าง ๆ และปุ่มฟังก์ชันในการควบคุม โดยมาตรฐานคีย์บอร์ดจะมี 101 คีย์ ซึ่งคีย์บอร์ดปัจจุบันจะมีแบบไร้สายและยังมีปุ่มคำสั่งเพิ่มเติมเพื่อให้ป้อนข้อมูลได้ง่าย


ลำโพง (Speaker) : ชุดขยายสัญญาณเสียงต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อฟังเสียงต่างๆ

อื่นๆ : เช่น Joystick, Webcam, thumb drive เป็นต้น

ข้างต้นเราควรเตรียมค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อกำหนดความต้องการที่จะใช้งานให้เพียงพอ ดังนั้นการวางแผนก่อนเดินเลือกซื้อตามศูนย์การค้าหรือถ้าง่ายต่อการเลือกซื้อโดยสั่งผ่านบริษัทที่น่าเชื่อถือซึ่งจะได้ทั้งบริการและความสะดวก อีกทั้งยังไม่เสียเวลาไปเลือกซื้อซึ่งถ้าไปเลือกซื้อบางครั้งอาจดีแต่ถ้าบางครั้งดูไปเป็นอาจเป็นของคุณภาพเทียบเท่าแต่ไม่ใช่ของแท้ ดังนั้นการเลือกซื้อจึงต้องซื้อจากแหล่งเชื่อถือได้

การเลือกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งภายในเครื่องและภายนอกเครื่องขึ้นอยู่กับความต้องการในการนำอุปกรณ์นั้นไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ โดยส่วนมากการที่เราจะตัดสินใจเลือกซื้อนั้นอาจจะตัดสินใจยากเพราะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้นราคามีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ถึงเวลาจะผ่านไปการพัฒนาของอุปกรณ์ก็จะถูกพัฒนาตามและอุปกรณ์ที่ตกรุ่นก็จะไม่มีขายในตลาดทำให้ไม่สามารถหารุ่นหรืออุปกรณ์ดังกล่าวได้ เมื่อมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ออกมาราคาก็ยังคงราคาหรืออาจจะแพงกว่าด้วยทำให้การที่เราจะเลือกคอมพิวเตอร์นั้นไม่ได้อยู่กับราคาเป้าหมายที่เราตั้งไว้ แต่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นที่เราจะนำไปใช้งานและความได้มาตรฐานของอุปกรณ์ ถ้าต้องการให้คอมพิวเตอร์ใช้งานได้นานเราอาจจะต้องเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ได้รับความยอมรับ

ที่มาhttp://www.zynektechnologies.co.th/article1.php